ค้นพบความจริงเบื้องหลังว่าความกดดันทางใจส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดและความดันโลหิตของคุณอย่างไร พร้อมวิธีป้องกัน
ดูข้อมูล
ในยามที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน ร่างกายจะเริ่มทำงานในโหมดพิเศษ มีการปล่อยสารเคมีพิเศษจากต่อมหมวกไต ได้แก่ อะดรีนาลีนและคอร์ติซอล สารทั้งสองนี้ทำให้หัวใจสูบฉีดแรงขึ้นและเร็วขึ้น
ในขณะเดียวกัน หลอดเลือดทั่วร่างกายจะหดตัว เพื่อบีบให้เลือดไหลไปยังอวัยวะสำคัญและกล้ามเนื้อมากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ ความดันภายในหลอดเลือดจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกาย
สมองรับรู้ภัยคุกคาม ส่งสัญญาณไปยังต่อมหมวกไต
อะดรีนาลีนและคอร์ติซอลถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด
หลอดเลือดหดตัว หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น
ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นทันทีภายในไม่กี่นาที
เมื่อเครียดเฉียบพลัน ความดันโลหิตสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 30-40 มม.ปรอท ภายในไม่กี่นาที ซึ่งเป็นการตอบสนองทันทีของร่างกายต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน
อะดรีนาลีนกระตุ้นให้หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้น เพื่อส่งเลือดไปยังกล้ามเนื้อมากขึ้น การเต้นของหัวใจอาจเพิ่มขึ้นจาก 70 ครั้งต่อนาที เป็น 100-120 ครั้งต่อนาที
ความเครียดเรื้อรังทำให้หลอดเลือดหดตัวบ่อยครั้ง ผนังหลอดเลือดจึงแข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ราบรื่นและความดันสูงขึ้นถาวร
เมื่อความเครียดเกิดขึ้นทุกวันและไม่มีการผ่อนคลาย ฮอร์โมนความเครียดจะสูงเรื้อรัง ทำให้หัวใจและหลอดเลือดได้รับความเสียหายสะสมจนเกิดโรคในที่สุด
ความเครียดสูงอาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ เกิดอาการเต้นพลิ้วหรือเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
ความดันสูงที่เกิดจากความเครียดเพิ่มความเสี่ยงต่อหลอดเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน ซึ่งอาจนำไปสู่อัมพาตหรืออาการทางสมองอื่นๆ ที่รุนแรง
หัวใจของเราถูกออกแบบมาให้ทำงานหนักในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่เมื่อเราเครียดตลอดเวลา หัวใจต้องทำงานเกินกำลังอย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อหัวใจจึงอ่อนล้าและใหญ่ขึ้นผิดปกติ ทำให้การสูบฉีดเลือดไม่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ความดันสูงที่เกิดขึ้นเรื้อรังยังทำให้ผนังหลอดเลือดได้รับความเสียหาย เกิดรอยแตกเล็กๆ ที่ไขมันและคอเลสเตอรอลสามารถเข้าไปสะสมได้ ทำให้หลอดเลือดตีบตันและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจวายในที่สุด
การเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์และความกังวลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ควรหาวิธีผ่อนคลายที่เหมาะกับตัวเอง อาจจะเป็นการออกกำลังกาย การฟังเพลง การอ่านหนังสือ หรือการใช้เวลากับคนที่เรารัก ถ้ารู้สึกว่าความเครียดมากเกินไปและส่งผลต่อสุขภาพ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ
การดูแลตัวเองให้ดีก็เป็นวิธีป้องกันที่สำคัญ กินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและเกลือสูง นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง และหลีกเลี่ยงสิ่งเสพติดทุกชนิด สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับหัวใจและหลอดเลือด
ผมเคยคิดว่าความเครียดเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอรู้ว่ามันทำอะไรกับหัวใจ ผมเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดการความเครียด ตอนนี้หัวใจแข็งแรงขึ้น ความดันก็ลดลง
- ธนา ศรีสวัสดิ์
หลังจากอ่านข้อมูลนี้ ดิฉันเข้าใจว่าทำไมตอนเครียดถึงรู้สึกหัวใจเต้นแรง เริ่มหาวิธีผ่อนคลาย ทำโยคะ และออกกำลังกาย รู้สึกดีขึ้นมากเลยค่ะ
- นภา จันทร์เพ็ญ
ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้ว่าความเครียดส่งผลต่อความดันมากขนาดนี้ พอเริ่มดูแลตัวเอง หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เครียด สุขภาพดีขึ้นเห็นได้ชัด
- ชัยวัฒน์ ใจดี
การได้รู้ว่าความเครียดทำงานอย่างไรทำให้ดิฉันเริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น พยายามหาเวลาพักผ่อน นอนให้เพียงพอ ตอนนี้รู้สึกสบายใจและมีสุขภาพดี
- มาลี สมบูรณ์
เมื่อเข้าใจว่าหัวใจต้องทำงานหนักแค่ไหนตอนเครียด ผมเริ่มคิดมากขึ้นว่าจะดูแลตัวเองอย่างไร ตอนนี้พยายามหลีกเลี่ยงความเครียดให้มากที่สุด
- ปิยะ วงษ์ดี
อีเมล: hello (at) gapiwas.shop
ที่อยู่: 276/3 ถนนพระรามที่ 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120
โทรศัพท์: +66 2 674 8392
ถ้าเป็นความเครียดชั่วคราว ความดันจะกลับสู่ระดับปกติได้เอง แต่ถ้าเครียดบ่อยหรือเป็นเวลานาน ความดันอาจสูงเรื้อรังและไม่กลับมาปกติเอง ต้องได้รับการดูแลรักษา
อาการที่ควรระวัง ได้แก่ หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดจังหวะบ่อยๆ ปวดหรือแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หรือปวดศีรษะบ่อย ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์
ได้จริงครับ การออกกำลังกายช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด กระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟินที่ทำให้รู้สึกดี และช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
ใช่ครับ ถ้ามีความดันสูงอยู่แล้ว ความเครียดจะทำให้ความดันพุ่งสูงขึ้นไปอีก และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จึงต้องระมัดระวังและจัดการความเครียดให้ดี